หนังเรื่องที่ 2 ของโปรเจกต์นี้อย่าง ‘GHOST
LAB ฉีกกฎทดลองผี’ ที่คราวนี้ GDH ขอหวนคืนสู่หนังผีอีกครั้ง
(หลังจากห่างหายจากแนวนี้ไปสักพัก) โดยผู้กำกับ ‘กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา’
ที่ผ่านผลงานทั้งหนังผี-หนังไม่ผีทั้งหลาย ตั้งแต่ ‘บอดี้ ศพ19’ (2550), ‘สี่แพร่ง’
ตอน “ยันต์สั่งตาย” (2551) , ‘ห้าแพร่ง’ “หลาวชะโอน” (2552) ตอน
“หลาวชะโอน” และ ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ตอน “14” (2555)นอกจากจะเป็นการหวนสู่หนังผีของ
GDH แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์ Netflix
Original เรื่องแรกของ GDH ที่ฉายเฉพาะใน
Netflix ด้วย
ซึ่งนอกจากว่าจะมีข้อดีตรงที่ชมได้ทั่วโลกแล้ว
ส่ิงที่หนังเรื่องนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ การดันเรตติงขึ้นไปถึง 18+
ทั้งภาพโหด ๆ และภาพความรุนแรงต่าง ๆ ใส่ในหนังแบบจัดเต็มได้กว่าหนังเรื่องอื่น ๆ
ของ GDH ที่เคยมีมา
จริง ๆ พอได้ยินจั่วหัวว่าหนังเรื่องนี้เป็น
“หนังผีสายวิทย์” แค่ทีเซอร์ก็น่าสนใจแล้วแหละ บวกกับความเป็น GDH ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคี่ยวกรำบทหนังแบบเข้มข้น
รวมถึงการเจอกันครั้งแรกของ 2 นักแสดงแห่งนาดาวอย่าง ‘ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร’ ในบท
‘หมอวี’ หมอสุดเนิร์ดที่มีปมบางอย่างในใจ ‘ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต’ ในบท
‘หมอกล้า’
หมอมาดเท่ที่มีโปรเจกต์ลับที่อยากจะทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิญญาณและโลกแห่งความตาย
และ ‘ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์’ กับการเล่นหนังครั้งแรกในบท ‘ใหม่’ แฟนหมอกล้า
ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของธีม หรือแก่นเรื่อง จริง
ๆ ต้องบอกว่ามันมีความน่าสนใจและมีความเท่ในตัวของมันเองอยู่แล้วนะครับ
แล้วมันก็สัมผัสได้ตั้งแต่องก์แรก
ที่เราจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างมุมมองเกี่ยวกับวิญญาณ
ไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันของทั้งคู่ โอเค แม้ว่าตอนปูเรื่องแรก ๆ
จะแอบรู้สึกยุกยิกกับการคุยอะไรเนิร์ด ๆ ไปบ้างกว่าจะปูเข้าเรื่องว่ามีโปรเจกต์ลับ
ๆ เพื่อทดลองการปรากฏตัวของวิญญาณ
และหวังว่าจะเป็นโปรเจกต์ที่ตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยระดับโลก
มันก็ค่อนข้างจะมีอะไรให้รู้สึกคันหัวใจยุบยิบอยู่เหมือนกัน
ตั้งแต่ในองก์แรก เราจึงจะได้เห็นการวางโครงคร่าว
ๆ การสร้างโลเกชันหลักอยู่ในที่ที่ (ว่ากันว่า) วิญญาณเยอะสุด ๆ อย่างโรงพยาบาล
(เพราะคนตายทุกวันและมีห้องดับจิต) และการอธิบายอธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ว่า
“ผีมีจริงไหม?” “ถ้าผีมีจริง มีอะไรที่จะวัดได้ไหม” และ
“ถ้าผีมีจริง จะปรากฏตัวได้อย่างไร เมื่อไหร่?” ในองก์แรกอย่างชัดเจน
รวมถึงเคมีที่เข้ากันของไอซ์และต่อ ที่แม้ว่าอายุจะห่างกันพอสมควร
แต่ก็เรียกได้ว่าดูมีความเข้าขากันในระดับที่น่าสนใจ
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ในองก์แรกนั้นมีสถานะเป็นหนังแนวลี้ลับ ผสมสืบสวนสอบสวน
(มีคอมเมดี้แทรกเล็กน้อย) ที่ดูพอจะเข้าใจในเจตนาและวิธีการของตัวละครได้ในระดับหนึี่งเลยทีเดียว
รวมถึงความพยายามในการประคับประคองประเด็นความเชื่อระหว่างพุทธกับผี
จนเรียกได้ว่าดูแล้วนึกถึง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ (2560) ได้ในแวบหนึ่งเหมือนกันนะครับ
แต่พอเข้าสู่องก์ที่สอง
ดูเหมือนว่าตาชั่งในการประคับประคองความเชื่อทั้งสองฝั่งเริ่มก็เริ่มจะเสียสมดุล
เพราะกลับพบว่า บทเริ่มกลับพาออกไปไกลจากหลักวิทยาศาสตร์หล่อ ๆ
ที่สองหมอหนุ่มหล่ออุตส่าห์ปูเรื่องไว้ให้อย่างดี เพราะแม้ว่าตัวละคร โดยเฉพาะต่อ
ธนภพ (ที่กำลังจะเข้ามาแบกหนัง)
และตัวหนังเองก็มีปมระทึกขวัญในระดับที่ไม่ควรสปอยล์เป็นอย่างยิ่งอยู่
แต่ดูเหมือนว่าหน้าหนังและเนื้อหาในองก์แรก ที่เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นการ
“เอาวิทยาศาสตร์ไปหาผี” กลับกลายเป็นว่าในองก์นี้ กลับเริ่มเอา
“ผีโน้มกลับมาหาวิทยาศาสตร์” (และความเชื่อในทางพุทธ/ผี) ไปเสียอย่างนั้น





Comments
Post a Comment